Midnight Sun

 

Chapter 1. First Sight : แรกสบตา

 

 

ผมปรารถนาเหลือเกินให้ตัวเองสามารถข่มตาหลับได้ ในยามนี้

 

...โรงเรียนมัธยมปลาย...

 

หรือ 'สถานชำระล้างบาป' อาจเป็นคำที่ใกล้เคียงมากกว่า? หากว่ามีหนทางที่จะไ่ถ่ถอนบาปกรรมของตัวผมได้ สิ่งนี้ก็ควรถูกนับรวมเข้าไปด้วย...'ความเบื่อหน่าย' หาใช่สิ่งที่ผมปรับตัวเข้ากับมันได้เสียเมื่อไหร่ ทุกๆ วันยิ่งซ้ำซากจำเจหนักมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

 

ผมเดาเอาว่าแบบนี้คงเป็น 'การนอน' ในแบบของผมกระมัง -- หากว่าการนอนหมายถึงภาวะที่คนเราเฉื่อยชาในยามที่อยู่ในช่วงที่ควรจะกระฉับกระเฉงไม่หยุดนิ่งล่ะก็...

 

ผมเพ่งมองไปที่รอยร้าวที่ปริแยกไปตามเนื้อปูนบนกำแพงห่างออกไปทางมุมหนึ่งของโรงอาหารแห่งนั้น จินตนาการไปถึงรูปแบบที่ทำให้เกิดรอยเหล่านั้นถึงแม้มันจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ตาม ก็นั่นเป็นทางเดียวที่ช่วยให้ผมปิดกั้นเสียงพูดจาเซ็งแซ่ภายในหัวผมราวกับน้ำที่พรั่งพรูอยู่ในแม่น้ำเหล่านั้นให้ออกไปจากความคิดคำนึงได้

 

ผมเพิกเฉยให้กับเสียงผู้คนราวสองสามร้อยเหล่านั้นด้วยความเบื่อหน่ายเหลือทน

 

ยามที่เสียงเหล่านั้นมาจากภายในจิตใจของพวกมนุษย์ ผมได้ยินมันมาก่อนแล้วเสียทั้งนั้น ทุกความคิดถูกผลาญไปกับเรื่องไร้แก่นสารเกี่ยวกับนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกนักเรียนพากันตื่นเต้นยกใหญ่ ผมมองเห็นหน้าเด็กใหม่คนนั้นซ้ำๆ ในทุกๆมุมมอง จากภายในความคิดของนักเรียนหลายคนที่ได้พบเธอ ก็แค่มนุษย์ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ ธรรมดาคนหนึ่ง ความตื่นเต้นกระดี้กระด้าจากการมาของเธอก็เป็นที่น่าเอือมระอาอีกเรื่องที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า --- ไม่ต่างอะไรกับการตื่นเต้นประเดี๋ยวกับของเล่นชิ้นใหม่ของเด็กเล็กๆ นั่นล่ะ --- ครึ่งหนึ่งของเด็กแหยพวกนี้จินตนาการไปแล้ว ว่าตนนั้นได้ตกหลุมรักแม่สาวคนใหม่คนนี้ แค่เพียงเพราะเธอเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ๆให้พวกเขามองหาเท่านั้น.... ผมพยายามอย่างหนักเพื่อปิดกั้นความคิดเหล่านั้น

 

มีเพียงแค่ 4 เสียงเท่านั้น ที่ผมปิดกั้นมันเอาไว้เพื่อความมีมารยาทมากกว่าจะทำเพราะความรังเกียจ เสียงจากครอบครัว ... จากพี่น้องหญิงชายของผม ... ผู้ซึ่งเคยชินกับการที่ต้องไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัว เนื่องมาจากสิ่งที่ผมเป็น ทำให้ไม่บ่อยนักที่พวกเขาจะเก็บมันไว้ในใจ เพราะอย่างนั้นผมจึงพยายามที่จะให้ความเป็นส่วนตัวนี้กับพวกเขาเท่าที่ผมจะให้ได้ พยายามที่จะไม่ฟังความคิดของพวกเขาหากว่ามันจะช่วยได้ล่ะก็

 

ผมพยายามเท่าที่จะสามารถ...แต่กระนั้นก็ยังได้ยินอยู่ดี....

 

โรซาลี่กำลังคิดอยู่ อย่างเคย ...คิดเรื่องตัวเธอเอง... เธอจับตามองเงาสะท้อนตัวเธอที่เกิดจากกระจกแว่นตาของใครบางคนแล้วครุ่นคิดถึงความงามแสนเพอร์เฟ็คของตนเอง ข้างในจิตใจของโรซาลี่ก็เหมือนกับสระน้ำตื้นๆ เรื่องประหลาดใจบรรจุอยู่ในนั้นได้น้อยนัก (ว่าใครว่า "ตื้น" เนี่ย แรงนะเนี่ยพี่เอ็ด?)

 

เอ็ดเม็ตต์ยังงุ่นง่านฟุ้งซ่านไม่เลิกเรื่องการแข่งงัดข้อที่แพ้แจสเปอร์ไปเมื่อคืนที่ผ่านมา คงต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวดที่จะเฝ้ารอให้สิ้นสุดการเรียนของวันนี้ลง เพื่อที่จะเริ่มบรรเลงการดวลงัดข้อกันอีกรอบ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไปก่าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเอ็มเม็ตต์ยามที่ได้ยินเสียงในความคิดของเขา นั่นเป็นเพราะเอ็มเม็ตต์ไม่เคยที่จะคิดอะไรแล้วไม่พูดออกมาดังๆ หรือทำมันออกมาตรงๆ เลยสักเรื่อง (ปากตรงกะใจกันสุดๆไปเลยพี่หมี)

 

บางทีการที่ผมมักรู้สึกผิดยามที่ได้อ่านความคิดของใครๆ นั้นอาจเป็นเพราะมันทำให้ผมได้รู้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้อยากให้ผมรู้ ... หากว่าจิตใจของโรซาลี่เป็นเหมือนสระน้ำตื้นๆแล้วล่ะก็ สำหรับเอ็มเม็ตต์ก็คงเปรียบได้กับทะเลสาบที่ไร้เงาหม่น โปร่งใสราวกับกระจก กระมัง

 

และสำหรับแจสเปอร์นั้น ...เขากำลังทุกข์ทรมาณ ... ผมอดกลั้นเอาไว้ที่จะไม่ถอนใจออกมาดังๆ

 

'เอ็ดเวิร์ด' อลิซเรียกผมจากในความคิด ผมหันเหไปสนใจความคิดเธอโดยพลัน

 

นั่นไม่ต่างอะไรกับการที่มีคนเรียกชื่อเราดังๆ โชคยังดีอยู่ที่ชื่อของผม มันกลายชื่อที่ตกยุคไปแล้วในสมัยนี้ --- ก็มันน่ารำคาญไม่น้อยเลยนะ หากว่าทุกครั้งที่มีคนคิดถึงเอ็ดเวิร์ดคนอื่น แต่เป็นผมที่ต้องหันไปมองทุกทีอย่างกับมีคนเรียกชื่อผมกระนั้นน่ะ

 

แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้หันไปมองหรอกครับ ... อลิซกับผมค่อนข้างเก่งในเรื่องการคุยในแบบส่วนตัวแบบนี้

 

ยากมากที่ใครจะจับผิดพวกเราได้ ผมยังคงจับจ้องมองตามเส้นรอยร้าวบนกำแพงนั้นไม่เปลี่ยน

 

'เขาเป็นอย่างไรบ้าง?' เธอถามผม

 

ผมนิ่วหน้า แต่จริงๆแล้วแค่เพียงการเบ้ริมฝีปากเล็กๆ ไม่มีอะไรทำให้คนอื่นผิดสังเกตุสักนิด ผมสามารถนิ่วหน้าออกมาให้กับความเบื่อหน่ายนี้ได้อย่างง่ายดายนัก

 

น้ำเสียงของอลิซที่ดังอยู่ในหัวผมกลายเป็นเร่งร้อนตื่นตระหนก ผมมองเห็นภายในใจของเธอ อลิซเองกำลังเฝ้ามองดูแจสเปอร์จากทางหางตา

 

'มีเรื่องร้ายแรงอะไรหรือ?' อลิซค้นหาต่อไปในภาพอนาคตอันใกล้ มองผ่านๆอย่างรวดเร็วไปตามนิมิตรที่แสนน่าเบื่อนั้นเพื่อค้นหาต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องหน้าเครียดขึ้นมา

 

ผมหันหน้าช้าๆไปทางซ้ายราวกับกำลังหันไปมองก้อนอิฐที่อยู่บนผนังฝั่งนั้น ถอนใจแล้วหันกลับมาทางขวามองกลับไปที่รอยแตกร้าวที่เลยสูงขึ้นไปบนเพดาน มีเพียงอลิซเท่านั้นที่รู้ว่านั่นคือสัญญานว่าผมกำลัง "ส่ายหน้า" ปฏิเสธคำถามของเธอ

 

อลิซโล่งใจ กล่าวขึ้นในหัว 'บอกฉันนะ หากว่าเหตุการณ์มันแย่ลง'

 

ผมขยับแค่เพียงลูกตามองขึ้นไปที่เพดานแล้วก็หลุบตาลงต่ำเป็นเชิงรับคำกับเธอ

 

'ขอบใจนะ...'

 

ผมดีใจที่ไม่อาจตอบออกไปดังๆ ก็ผมควรจะพูดยังไงล่ะ? "ด้วยความยินดี" งั้นหรือ? ฟังดูแย่! เพราะผมไม่ยินดีเลยที่ต้องมารับรู้การต่อสู้ดิ้นรน ที่แจสเปอร์กำลังเผชิญ มันจำเป็นนักหรือที่ต้องมาทดลองกันแบบนี้? ไม่มีหนทางที่ปลอดภัยกว่านี้แล้วหรือ ในการที่จะทำให้เขายอมรับว่า ตัวเขาอาจไม่มีทางที่จะจัดการกับความกระหายของเขาได้อย่างที่พวกเราที่เหลือทำได้ โดยไม่ต้องทำฝืนตัวเองจนเกิดขีดจำกัด ทำไมถึงต้องเสียงกับหายนะกันขนาดนี้?

 

สองอาทิตย์มาแล้วที่พวกเราออกไปล่ากันครั้งสุดท้าย นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ยากลำบากอะไรมากนักสำหรับคนอื่นๆ ก็แค่ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น --- เช่น หากมีมนุษย์เดินเฉียดเข้ามาใกล้ หรือ หากมีลมจากเครื่องฮีทเตอร์พัดมาผิดที่ผิดทาง แต่พวกมนุษย์น้อยนักที่จะเฉียดใกล้เข้ามา แม้นว่าสมองรู้คิดจะไม่อาจรับรู้ได้แต่สัญชาตญานของพวกเขาก็สัมผัสได้ว่่าำพวกเรานั้น...อันตราย!!

 

และแจสเปอร์ก็กำลังอยู่ในช่วงที่อันตรายอย่างยิ่ง

 

จังหวะนั้น สาวน้อยคนคนหนึ่งจู่ๆก็มาหยุดยืนคุยกับเพื่อนที่ปลายสุดของโต๊ะที่อยู่ใกล้ที่สุดกับโต๊ะของพวกเรา เธอสะบัดผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนพลางเอามือเสยผมไปด้วย เครื่องทำความร้อนเกิดจะเป่าลมออกมาพอดี พัดพาเอากลิ่นกายของเธอมาตามทิศทางที่พวกเรานั่งกันอยู่ ผมคุ้นเคยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกลิ่นเหล่านี้เข้ามาหาพวกเรา ผมจะรู้สึก --- แสบร้อนแ้ห้งผากในลำคอ ความกลวงเปล่าอยากกระหายอยู่ในช่องท้อง กล้ามเนื้อทั่วร่างเขม็งตึงโดยอัตโนมัติ แล้วยังมีน้ำลายพิษสอขึ้นมาในช่องปาก ...

 

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ โดยมากแล้วก็ง่ายที่เราจะนิ่งเฉยไม่สนใจมัน แต่ครั้งนี้มันยากกว่า รู้สึกรุนแรงมากกว่าเป็นสองเท่า เมื่อผมจับตาสังเกตุปฏิกิริยาของแจสเปอร์ คู่แฝดจอมกระหายแทนที่จะสนใจแต่ตัวเอง

 

แจสเปอร์ปล่อยให้จินตนาการเพริศออกไปไกล เขานึกภาพตัวเองลุกขึ้นจากที่นั่งที่อยู่ข้างอลิซ แล้วเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ สาวน้อยคนนั้น คิดว่าตัวเขากำลังโน้มตัวลงเมื่อเขากระซิบลงที่ข้างหูเธอ ปล่อยให้ริมฝีปากของเขาแตะลงบนลำคอของเธอ จินตนาการถึงความรู้สึกร้อนที่ไหลเวียนอยู่ของชีพจรที่อยู่ภายใต้ผิวเรียบเนี่ยนนั้นว่าจะรู้สึกเช่นไรหากว่ามันอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา...

 

ผมเตะเข้าไปที่เก้าอี้ของเขา

 

... แจสเปอร์สบตาที่จ้องเขม็งมองมาของผมอยู่เป็นนาทีแล้วหลุบตาลง ผมได้ยินถึงความละอายและการต่อสู้ทำศึกกันอย่างหนักภายในจิตใจเขา

 

"ขอโทษ" แจสเปอร์กล่าวงึมงำ

 

ผมยักไหล่

 

"เธอจะไม่ทำอะไรหรอก" อลิซพึมพำเบาๆ ปลอบประโลมเขาที่กำลังเศร้าใจ "ฉันมองเห็นมันแล้ว"

 

ผมพยายามอดกลั้นไม่นิ่วหน้าให้กับคำโกหกของเธอ เราต้องผูกติดอยู่ด้วยกันอย่างนี้เสมอ -อลิซกับผม- มันไม่ง่ายเลย การได้ยินเสียงหรือมองเห็นภาพจากอนาคต ท่ามกลางเหล่าตัวประหลาดยังมี -ตัวประหลาดยิ่งกว่า- อยู่อีกสองตัว เราสองคนจึงต้องคอยปกป้องความลับให้แก่กันและกัน

 

"มันช่วยได้นิดหน่อยหากเธอจะมองพวกเขาเหมือนเป็นคนคนหนึ่ง" (ไม่ใช่เป็นอาหารนี่จ้ะนาย~) อลิซแนะ ด้วยเสียงสูง เสนาะหูราวกับเสียงดนตรี ระรัวเร็วเกินกว่าที่การได้ยินของมนุษย์จะจับความได้ หากว่ามีมนุษย์คนใดอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินน่ะนะ

"เด็กคนชื่อวิทนีย์ เธอมีน้องสาวตัวน้อยที่น่ารัก แม่ของเธอเคยเชิญเอสเม่ไปร่วมงานปาร์ตี้ในสวนด้วย จำได้ไหมจ้่ะ?"

 

"ฉันรู้ว่าหล่อนเป็นใคร!" แจสเปอร์กล่าวห้วนๆ แล้วหันหน้าไปอีกทาง เพ่งมองออกไปจากหน้าต่างบานเล็ก ที่เว้นระยะเข้ามานิดหน่อยจากชายคาตลอดความยาวของโรงอาหารนี้ น้ำเสียงห้วนสั้นนั้นเป็นการตัดบทการสนทนาทั้งหมดลงทันที

 

คืนนี้แจสเปอร์ควรต้องออกล่า ไร้สาระสิ้นดีที่มาทำตัวเสี่ยงภัยกันเช่นนี้ การพยายามจะทดสอบตัวเอง เพื่อที่จะสร้างสมความอดทนข่มกลั้นของตัวเขา แจสเปอร์แค่ควรจะยอมรับขีดจำกัดความอดทนที่ตนทำได้และอยู่กับมันให้ได้ก็พอแล้ว การดำรงชีพในอดีตของเขาไม่ได้ช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบที่เราเลือกได้ง่ายขึ้นเลย เขาไม่ควรจะฝืนตัวเองอย่างนี้

 

อลิซถอนใจเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน คว้าเอาถาดอาหาร (แค่ของประกอบการแสดงเป็นมนุษย์อย่างหนึ่งก็เท่านั้น) แล้วเดินออกไป ปล่อยให้แจสเปอร์นั่งอยู่คนเดียวตรงนั้น เธอรู้ดีว่าควรให้กำลังใจเขาแค่ไหนและแค่ไหนมันถึงควรจะพอ แม้โรซาลี่กับเอ็มเม็ตต์จะเป็นพวกเปิดเผยในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่กลับเป็นอลิซและแจสเปอร์ ที่รู้ซึ้งถึงอารมณ์ความรู้สึกระหว่างกันได้ดีราวกับเป็นเรื่องของตนเอง ราวกับว่าพวกเขาอ่านใจกันได้เหมือนกัน ---แค่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่เท่่านั้น

 

"เอ็ดเวิร์ด คัลเลน"

 
 
ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติทำให้ผมหันขวับไปทางต้นเสียงทันที แม้ว่าชื่อของผมจะไม่ได้ถูกเรียกขึ้นมาจริงๆ เป็นเพียงแค่เสียงในความคิดก็ตาม
 
 
เสี้ยววินาทีนั้นดวงตาของผมตรึงนิ่งอยู่กับดวงตากลมโตสีช็อกโกแล็ตในกรอบดวงหน้าซีดขาวรูปหัวใจนั้น ผมรู้จักใบหน้านี้ แม้จะไม่เคยเห็นจริงๆมาก่อนหน้านี้ก็ตาม ดวงหน้านี้กลายเป็นหัวข้อเรื่องเม้าท์ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ทุกคนในวันนี้ นักเรียนใหม่ อิสเบลล่า สวอน ลูกสาวของหัวหน้าตำรวจของเมือง ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลเรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรแบบใหม่อะไรสักอย่างนี่ล่ะ ... เบลล่า เธอแก้อย่างนั้นกับทุกคนที่เรียกเธอด้วยชื่อเต็ม ...   
 

ผมมองผ่านไปทางอื่น น่าเบื่อ! เป็นเวลานานกว่าวินาที ก่อนที่ผมจะตระหนักได้ว่าไม่ใช่เธอที่เป็นคนเรียกชื่อผมในความคิดนั้น  
 
 
'แน่ล่ะ หล่อนตกหลุมรักพวกคัลเลนเข้าให้แล้ว' ผมได้ยินเสียงความคิดเสียงนั้นดังต่อไป
 
  
ครั้งนี้ผมจับได้แล้วว่า -เสียง- นั้นคือ เสียงความคิดของ เจสสิก้า แสตนลีย์ นั่นเอง เมื่อก่อนเธอคนนี้เคยก่อกวนผมด้วยการเม้าท์แหลกเรื่องของผมอยู่ภายในใจ สุดที่จะโล่งใจเหลือเกินเมื่อเธอหลุดพ้นไปจากการหลงผิดในครั้งนั้นเสียได้ ในตอนนั้นมันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลบหนีไปจากฝันกลางวันไร้สาระอย่างต่อเนื่องของเจสสิก้า เมื่อครั้งนั้น ผมปรารถนาให้ผมสามารถอธิบายกับเธอได้ตรงๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากว่าริมฝีปากและฟันของผมเข้าใกล้ส่วนใดก็ตามของตัวเธอ นั่นคงทำให้เสียงฝันหวานกวนประสาทเหล่านั้นเงียบลงในบัดดลเป็นแน่ การคิดถึงปฏิกิริยาของเจสสิก้าทำให้ผมแทบกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่        
 
 
'จะไปโทษหล่อนก็ไม่ได้หรอกนะ' เจสสิก้ายังพล่ามต่อ 'ที่จริงหล่อนไม่ใช่คนสวยหรอก ไม่เข้าใจทำไมอีริคจึงจ้องหล่อนอย่างนั้น...หรือจะเป็นไมค์ก็เหอะ...'   
 
 
เธอยอกแสยงในใจเมื่อคิดถึงชื่อสุดท้าย เป้าหมายใหม่ของเธอ -ไมค์ นิวตั้น- เป็นหนุ่มเนื้อหอมทั่วๆไป ผู้ซึ่งไม่เคยที่จะชายตามองเจสสิก้า แต่ปรากฏว่าหมอกลับไม่เป็นเช่นนั้นกับแม่เด็กใหม่คนนี้ ก็เหมือนกับพวกเด็กๆที่พบของล่อตาล่อใจ นั่นเป็นการสร้างกรอบให้ความคิดของเจสสิก้า เธอจึงมอบไมตรีแค่เพียงฉาบฉวยต่อเด็กสาวผู้มาใหม่ อย่างการอธิบายต่อเธอในเรื่องควรรู้เกี่ยวกับครอบครัวของผม เพราะยังไงนักเรียนใหม่ก็ต้องถามถึงพวกเราแน่อยู่แล้ว    

 
'ทุกคนก็มองมาที่ฉันเหมือนกันล่ะวันนี้' เจสสิก้าคิดอย่างกระหยิ่มใจไปในอีกแง่ 'โชคดีนะ ที่เบลล่ามีคาบเรียนตรงกับฉันตั้ง 2 วิชา...พนันกันได้ไมค์ต้องอยากมาถามฉันแน่เลยว่าหล่อนนั้น----'     
 
 
ผมพยายามจะปิดกั้นความคิดพูดพล่ามงี่เง่านั่นออกไปจากในหัว ก่อนที่ความเห็นแก่ตัวและความจำเจพวกนี้จะทำผมประสาทกิน    
 
 
"เจสสิก้า แสตนลีย์ กำลังเล่าเรื่องข่าว ‘คาว’ ของตระกูลคัลเลนให้แม่สาวสวอนฟังแน่ะ" ผมพูดเบาๆ กับเอ็มเม็ตต์เพื่อเป็นการหันเหความคิดตัวเองออกมาจากเสียงในสมอง   
 
 
เอ็มเ